You are here
Top News 

นโยบายทางการทหารของประธานาธิบดีทรัมป์

สหรัฐฯ ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกเพราะฉะนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นกับประเทศนี้ทั่วโลกจึงต้องจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เกิดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นจะสังเกตได้ว่าคนทั่วโลกจะค่อนข้างให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อาจจะด้วยความที่ประเทศนี้คือประเทศยักษ์ใหญ่ การขยับตัวครั้งหนึ่งจึงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกได้ไม่มากก็น้อย อย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดก็ปรากฏว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรคริพับลิกัน ก็สามารถเอาชนะ ฮีลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ได้ นี่จึงแสดงให้เห็นว่าคนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

จากที่ทุกคนได้เห็นกันก็พอน่าจะรู้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยค่อนข้างโผงผาง ไม่ค่อยสนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ถือเอาความคิดด้านการเป็นผู้นำของเขาเป็นหลัก จากสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เคยให้นโยบายมาหลายประเทศก็กลัวว่าหากสหรัฐฯ ทำแบบนั้นจริง ประเทศเล็กๆ หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอาจจะต้องหยุดการพัฒนาตัวเองชั่วคราวก็เป็นได้ นโยบายด้านหนึ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ค่อนข้างที่จะให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของ นโยบายทางทหาร อาจจะเป็นไปได้ว่านายทรัมป์ค่อนข้างที่จะเป็นคนหัวรุนแรง การที่เขามีกองทัพเป็นพวกจำนวนมากก็น่าจะสร้างอำนาจบารมีให้ตัวเขาได้มากพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนั้นนโยบายทางทหารของสหรัฐฯ จึงออกมาอย่างที่เราเห็นกันก็คือ ต้องการที่จะยกเลิกมาตรการการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติ หรือ “ซีเควสเตอร์” ของกระทรวงกลาโหมออก พร้อมทั้งต้องการให้ออกงบประมาณใหม่เพื่อเป็นการสร้างกองทัพสหรัฐฯ ที่ค่อยๆ ลดน้อยลงให้กลับมามีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งอีกครั้ง การพยายามที่จะเพิ่มขนาดกองทัพของสหรัฐฯ เพื่อให้รู้สึกว่าสามารถต่อกรกับนานาประเทศได้โดยง่าย ทั้งนายทหารประจำการกว่า 540,000 นาย มีเรือรบในสังกัดของกองทัพเรือ 350 ลำ มีกาจัดหาอากาศยานรบให้กับกองทัพอากาศอีก 1,200 ลำ เพิ่มขนาดของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เป็นทั้งหมด 36 กอง รวมไปถึงการลงทุนเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธเพื่อเป็นการป้องกันภัยจากการที่ทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือต่างก็มีขีปนาวุธเป็นของตัวเอง

นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีนโยบายทางทหารที่จะทำการรื้อระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ ใหม่ทั้งหมด จะมีการเริ่มต้นทบทวนในเรื่องของการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ รวมไปถึงจุดอ่อนทั้งหมดทางการทหาร ตรงจุดนี้จะมีการรวบรวมกำลังพลจากหน่วยงานของกองทัพในด้านต่างๆ อาทิ ด้านกฎหมาย หรือแม้แต่ภาคเอกชนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการตั้งทีมที่จะปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อเป็นการร่วมมือตอบโต้ภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการคุกคามทางไซเบอร์ด้วย

Related posts